• จามรีจะพบกันที่ระยอง

    Posted on May 16th, 2014 prachid No comments

    ในวันที่ 3 พ.ค. และ 4 พ.ค. 2557 จามรีกลุ่มหนึ่งนำโดย พิทยลาภ(จู๋), ประทีปและครอบครัว, กำพล(ปอบ)และครอบครัว, เสียงพิน(หมี), บุบผา(ผา), ดนัยและครอบครัว, ชูเดช(ชู)และครอบครัว, บรรเทิง(เทิง) ได้ไปร่วมกันสำรวจและปรึกษาวางแผนการจัดงาน Full Moon Party & จามรีสัญจร 2557 ที่เสม็ด & ระยอง แล้วสรุปรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้

    กำหนด Full Moon Party, ฉลองเกษียรให้เพื่อน และ จามรีสัญจร 2557 ที่เสม็ด & ระยอง คร่าวๆดังนี้

    1) 7-พ.ย.-2557

    เวลาโดยประมาณ 13:30 น. ลงเรือเร็วที่ท่าเรือเพไปเกาะเสม็ด พอไปถึงเกาะก็เข้าเช็คอินที่รีสอร์ท แล้วอาบน้ำทะเลหรือเที่ยวชมเกาะตามอัทยาศรัย

    เวลาโดยประมาณ 18:00 น. เริ่ม Full Moon Party ที่หาดหน้ารีสอร์ท ดื่มกินอาหารทะเลอร่อยๆ เคล้าเสียงเพลงสนุกๆ ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง

    2) 8-พ.ย.-2557

    เวลาโดยประมาณ 07:30 น. รับประทานอาหารเช้าร่วมกันแล้วอาบน้ำทะเลหรือเที่ยวชมเกาะตามอัทยาศรัย

    เวลาโดยประมาณ 10:00 น. ลงเรือเร็วที่เกาะเสม็ดไปขึ้นที่ท่าเรือเพ แล้วไปทำบุญถวายเพลอุทิศกุศลให้เพื่อนๆที่เสียชีวิตไปแล้วที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล

    เวลาโดยประมาณ 12:00 น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน แล้วเข้าเช็คอินที่โรงแรมโกลเด้นซิติ้ระยอง

    เวลาโดยประมาณ 18:00 น. จามรีปาร์ติ้ที่โรงแรมโกลเด้นซิติ้ระยอง

    3) 9-พ.ย.-2557

    เวลาโดยประมาณ 07:30 น. รับประทานอาหารเช้าร่วมกันแล้วแยกย้ายกันไปเที่ยว และกลับบ้านตามอัทยาศรัย

    ค่าใช้จ่ายคร่าวๆดังนี้

    1) Full Moon Party ที่เกาะเสม็ดหัวละ 2000 บาท (ที่พัก+อาหาร+เรือเร็ว)

    2) จามรีสัญจร 2557 ที่โรงแรมโกลเด้นซิติ้ระยองเฉพาะจามรีลงทะเบียน 1000 บาท ส่วนค่าโรงแรมแต่ละครอบครัวจ่ายกันเอง

    ดนัย เอสุจินต์

  • 12 ตุลาคม 2556 จามรีพบกันที่อุดรธานี

    Posted on July 17th, 2013 prachid 1 comment

    วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2556

    จามรีพบกันแน่นอนที่อุดรธานี

    จามรีนัดพบกัน12 ตุลาคม 2556 นี้ ที่ จ.อุดรธานี โดยโต้โผใหญ่ อัญชลี ลีบำรุง แม่บ้านใหญ่ของหมิ่น สุทธิชัย และเพื่อนๆชาวอุดร  โดยกำหนดที่โรงแรมต้นคูณ ถ.หมากแข้ง  อ.เมือง

    จ.อุดรธานี เพื่อนที่จะเดินทางไปพบกันสามารถที่จะเดินทางไปล่วงหน้า เพื่อไปแอ่ว เวียงจันทน์ ก่อนก็ได้ โดยติดต่อไปที่ อัญชลี หมายเลขโทร 089-1299027 หรือที่ คุณประภา แซ่ตั้ง

    เลขที่ 98/5 ถนนศรีสุข อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 เบอร์โทร 089-4191685

    ที่นั่นมีสนามกอล์ฟไว้รอท่านด้วย   ท่านสามารถไปเที่ยวหนองคาย พี่ประสพ รัตนคุณ (089-6186788)ก็รออยู่ที่นั่น อยากให้เพื่อนๆไปพบกันให้มากๆ พวกเราอายุก็เพิ่มขึ้น เกษียณไปแล้วหลายคนและบางคนก็เกษียณปีนี้ บางท่านเราก็ทำบุญไปให้แล้ว ไปคุยความหลัง

    ดูความก้าวหน้า ถามข่าวคราวเพื่อน ไปกันให้ได้

    สำหรับท่านที่จะไปเวียงจันทน์ ให้เตรียมบัตรประชาชน และควรไปในวันที่10 ตุลาคม 2556 สำหรับค่าที่พัก ที่โรงแรมต้นคูณ 650 บาท  ค่าลงทะเบียน 1000   บาท โปรดจองที่พักล่วงหน้าเพื่อเป็นกำลังใจเจ้าภาพ

    ……………………

  • 40 ปี จามรีไมตรีนิวัติ จบไปแล้ว ยังมีภาพสวยจากงานให้ชมกัน

    Posted on April 10th, 2013 prachid 1 comment

    เหนื่อยมาเป็นแรมปี ในที่สุด ชูเดช และน้องอารยาก็ทำให้พวกเรามีความสุข จากบรรยากาศการจัดงานที่ทุ่มทั้งเวที ดนตรี สมบูรณ์แบบมาก หลายคนคิดว่าชูเดช จัดระลึกถึงวันแต่งงานด้วย   งานนี้เพื่อนเป็นห่วงว่าจะขาดทุนหรือไม่ หลังจากลงทะเบียนแล้ว ได้มีการประมูลพระซึ่งได้รับอนุเคราะห์จาก อุดม บูรณพาณิช และเงินบริจาคจากเพื่อนอีก สรุปแล้งคงเหลือ 25,800 บาท  ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้มอบให้ อัญชลี (ติ๋ม) ซุ่น เป็นทุนในการดำเนินการจัดงานจามรีพบกันที่อุดรธานี ในเดือนตุลาคม 2556 ต่อไป (ชมภาพเพิ่มเติมได้จากfacebook จามรี 19 โดยทีมงานรักเพื่อน แต่งงานกับเพื่อน เสียงพิณ+บุปผา)

    7 เมษา56 ปีนี้ทำให้เพื่อนมีความสุขมาก

  • ๔๐ ปี จามรีไมตรีนิวัติ

    Posted on March 10th, 2013 prachid 1 comment

    จามรีพบกันที่นครปฐม 7 เมษายน 2556

    จามรีนัดพบกัน 7 เมษายน 2556 นี้ ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นครปฐม  โดยมีแม่งานใหญ่

    ชูเดช  อิสระวิสุทธิ์  เป็นผู้ประสานงาน อย่างเข้มแข็ง

    กำหนดการ

    “งาน ๔๐ ปีจามรีไมตรีนิวัติ”

    40th Anniversary of Yak Reunion

    วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๖

    ๐๘:๐๐ – ๑๗:๐๐ น. อำมาตย์ชู รอต้อนรับผองเพื่อนเข้าที่พัก(หอพักนานาชาติ)«และ“แสนปาล์มเทรนนิ่งโฮม”

    ๑๘:๐๐ – ๒๓:๐๐ น. ลงทะเบียนร่วมงานที่อาคารศูนย์มหาวิทยาลัย«« จามรีสังสรรค์ ตามอัธยาศัย (คาราโอเกะ ดนตรีสด)

    วันจันทร์ที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๖

    ๐๙: ๓๐ น. ทำบุญสังฆทานอุทิศแด่เพื่อนผู้วายชนม์ ที่วัดสว่างชาติประชาบำรุง«««

    ๑๐: ๓๐ น. จามรี อำลาและแยกย้ายกันกลับ ตามอัธยาศัย

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    1. ติดต่ออำมาตย์ชู ที่ ๐๘๔-๙๑๖-๓๓๐๙ หรือ ๐๘๙-๘๓๗-๔๓๑๑

    e-mail: kpschi@gmail.com

    2. (หอพักนานาชาติ)«

    ๑.เข้าวิทยาเขตที่ประตูใหญ่ถนนมาลัยแมน(นครปฐม – สุพรรณบุรี)

    -เข้ามาประมาณ ๒๐๐ เมตร จะถึงทางแยกซ้าย(ตรงกันข้ามบ่อ ๔) ให้เลี้ยวซ้าย (ดูแผนที่ บริเวณ หมายเลข ๓)

    -เข้ามาอีกประมาณ ๓๐๐ เมตร จะถึงทางแยกซ้าย(เลยแยกซ้ายหมายเลข ๗ มาอีก) ให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาอีก ๑๐๐ เมตร จะถึงหอพักนานาชาติ (หมายเลข ๗๑)

    ๒. ค่าที่พักห้องละ ๖๕๐ บาท (มีอาหารเช้า) จองไว้ได้ ๒๑ ห้อง กรณีคนที่มาทีหลังห้องเต็ม มีที่พักสำรอง ที่ “แสนปาล์มเทรนนิ่งโฮม”  ค่าที่พักห้องละ ๗๐๐ บาท (ไม่มีอาหารเช้า /ราคารวมอาหารเช้าคือ ๑,๐๐๐ บาท)

    3. “แสนปาล์มเทรนนิ่งโฮม”

    -จากสามแยกไฟแดงพระแท่น (แผนที่ คือ มุมล่างซ้าย) ถ้ามาจากกทม. หรือนครปฐมให้เลี้ยวซ้าย(เลี้ยวขวาถ้ามาจากชัยนาท / สุพรรณฯ)แล้วตรงไปอีกประมาณ ๒ กม. จะอยู่ซ้ายมือ (หมายเลข ๔๙)เลยโรงพยาบาลกำแพงแสนไป และตรงกันข้ามประตูชลประทานเข้าวิทยาเขตฯ

    4.อาคารศูนย์มหาวิทยาลัย««(หมายเลข ๒๖)

    5.วัดสว่างชาติประชาบำรุง«««

    -จากสามแยกไฟแดงพระแท่น (แผนที่ คือ มุมล่างซ้าย) ถ้ามาจากกทม. หรือนครปฐมให้เลี้ยวซ้าย(เลี้ยวขวาถ้ามาจากชัยนาท / สุพรรณฯ)แล้วตรงไปอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร จะอยู่ซ้ายมือ(เลย ธกส.มาอีก)

    นครปฐม เป็นอู่อารยธรรมสำคัญที่มีประวัติความเป็นมายาวนานในแผ่นดินสุวรรณภูมิ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า เมืองนครปฐมแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ริมทะเล เป็นเมืองเก่าแก่ มีความเจริญรุ่งเรืองมานับตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ และเป็นราชธานีสำคัญในสมัยทวารวดี ในยุคนั้น นครปฐมเป็นแหล่งเผยแพร่อารยธรรมจากประเทศอินเดีย ซึ่งรวมทั้งพุทธศาสนา นครปฐมจึงเป็นศูนย์กลางของความเจริญ มีชนชาติต่างๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาได้เกิดความแห้งแล้งขึ้นในเมืองนครปฐม เพราะกระแสน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเปลี่ยนเส้นทาง ประชาชนจึงอพยพไปตั้งหลักแหล่งอยู่ริมน้ำ และสร้างเมืองใหม่ขึ้นชื่อ เมืองนครไชยศรี หรือศรีวิชัย นครปฐมจึงกลายเป็นเมืองร้างมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงยังผนวชได้ธุดงค์ไปพบพระปฐมเจดีย์ และทรงเห็นว่าเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ไม่มีที่ใดเทียบเท่า ครั้นเมื่อได้ครองราชย์ จึงโปรดฯ ให้ก่อเจดีย์แบบลังกาครอบองค์เดิมไว้ โดยให้ชื่อว่า พระปฐมเจดีย์ ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ในบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ให้มีสภาพดี และโปรดฯ ให้ขุดคลองเจดีย์บูชาเพื่อให้การเสด็จมานมัสการสะดวกขึ้น

    ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ผ่านเมืองนครปฐม ซึ่งขณะนั้นยังเป็นป่ารก พระองค์จึงโปรดฯ ให้ย้ายเมืองจากตำบลท่านา อำเภอนครชัยศรี มาตั้งที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์เหมือนเช่นครั้งสมัยโบราณ

    ครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างพระราชวังสนามจันทร์เป็นที่เสด็จแปรพระราชฐานและฝึกซ้อมรบแบบเสือป่า โดยโปรดฯ ให้ตัดถนนเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย รวมทั้งสร้างสะพานเจริญศรัทธาข้ามคลองเจดีย์บูชาเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟกับองค์พระปฐมเจดีย์ ตลอดจนสร้างพระร่วงโรจนฤทธิ์ทางด้านทิศเหนือขององค์พระปฐมเจดีย์และบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ให้สมบูรณ์สวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อจากเมือง นครไชยศรี เป็น นครปฐม

    ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

    ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดนครปฐม

    วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร

    อำเภอเมือง จ.นครปฐม

    เป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จังหวัดนครปฐมได้ใช้พระปฐมเจดีย์เป็นตราประจำจังหวัด พระปฐมเจดีย์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นองค์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2396 โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างครอบพระเจดีย์องค์เดิมซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่ มีฐานแบบโอคว่ำและมียอดปรางค์อยู่ข้างบน สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 4 เนื่องจากรูปร่างของเจดีย์แบบโอคว่ำ มีลักษณะคล้ายกับสาญจีเจดีย์ในอินเดีย ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช การก่อสร้างเจดีย์ครอบองค์ใหม่เสร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2413 รวมเวลาก่อสร้าง 17 ปี พระเจดีย์องค์ใหม่มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลม รูประฆังคว่ำแบบลังกา มีความสูงจากพื้นดินถึงยอดมงกุฎ 3 เส้น 1 คืบ 10 นิ้ว (หรือประมาณ 120.5 เมตร) ฐานวัดโดยรอบได้ 5 เส้น 17 วา 3 ศอก (หรือประมาณ 233 เมตร) ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงบูรณะวัดพระปฐมเจดีย์ให้สง่างามมากขึ้น และถือว่าวัดพระปฐมเจดีย์เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 พระปฐมเจดีย์ เปิดตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. ค่าเข้าชมชาวต่างประเทศ 40 บาท ประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี จะมีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดประโยชน์และรักษาองค์พระปฐมเจดีย์ โทร. 0 3424 2143 นอกจากนี้ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ยังมีสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ดังนี้

    พระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ประดิษฐานในซุ้มวิหารทางทิศเหนือ หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท มาจากเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำรูปปั้นขี้ผึ้งปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์เต็มองค์ ทำพิธีหล่อที่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ. 2456 แล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ไว้ในซุ้มวิหารด้านทิศเหนือตรงกับบันไดใหญ่ และพระราชทานนามว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตรและที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

    พิพิธภัณฑ์วัดพระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่บริเวณชั้นลดด้านทิศตะวันออกตรงข้ามพระอุโบสถ ภายในเก็บวัตถุโบราณที่ขุดพบได้จากสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนครปฐมทั้งสมัยบ้านเชียง สมัยทวารวดี เช่น พระพุทธรูป หินบดยา ลูกประคำดินเผา กำไลข้อมือ เงินโบราณ ฯลฯ และยังเป็นที่เก็บหีบศพของย่าเหลและโต๊ะหมู่บูชาซึ่งใช้ในพิธีศพของย่าเหลซึ่งเป็นสุ
    นัขที่รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดปรานมากและถูกคนลอบยิงตาย พระองค์ทรงเสียพระทัยมาก โปรดฯให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้อาลัย พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00-16.30 น. (ปิดช่วงเวลา 12.00–13.00)

    พุทธมณฑล

    อำเภอพุทธมณฑล จ.นครปฐม

    เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่ตำบลศาลายา มีพื้นที่ประมาณ 2,500 ไร่ พุทธมณฑลเป็นสถานที่ซึ่งรัฐบาล และประชาชนชาวไทยร่วมใจกันจัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2500 เนื่องในโอกาสที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาได้ถึง 2,500 ปี บริเวณจุดศูนย์กลางของพุทธมณฑล เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระประธานของพุทธมณฑลมีความสูง 2,500 กระเบียด (ประมาณ 15.875 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามว่า พระศรีศากยะทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ รอบองค์พระประธานเป็นสถานที่จำลองของสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ ตำบลอันเป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน นอกจากนี้ยังมีศาสนสถานที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ พระวิหารพุทธมณฑล ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช และที่พำนักสงฆ์อาคันตุกะ หอประชุมทางกิจการพระพุทธศาสนา ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน พิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนา หอสมุดพระพุทธศาสนา สวนไม้ดอกไม้ประดับต่าง ๆ และในปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีในวันสำคัญทางศาสนา อาทิ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น เปิดเวลา 05.00-19.00 น. ผู้ที่จะเข้าชมเป็นหมู่คณะโปรดแจ้งความจำนงได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์พุทธมณฑล โทร. 0 2441 9012, 0 2441 9009, 0 2441 9801-2, 0 2441 9440 กองพุทธสารนิเทศ โทร. 0 2441 4515

    การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงได้หลายเส้นทาง คือเดินทางไปตามถนนเพชรเกษม ถึงประมาณกิโลเมตรที่ 22 เลี้ยวขวาเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปประมาณ 8 กิโลเมตร หรือเดินทางไปตามถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แล้วแยกเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปเล็กน้อย นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางโดยใช้ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แยกเข้าสู่ถนนอุทยาน(อักษะ) เพื่อมุ่งเข้าสู่พุทธมณฑลได้ ถนนอุทยาน(อักษะ)เป็นถนนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยแนวเสาไฟประดับรูปกินรี น้ำพุและไม้ประดับต่างๆ มีทัศนียภาพที่สวยงาม

    พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระราชวังสนามจันทร์)

    อำเภอเมือง จ.นครปฐม

    ตั้งอยู่ในตัวเมือง ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 2 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา พระราชวังแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2450 โดยหลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลปี) ซึ่งต่อมาเลื่อนยศเป็นพระยาศิลป์ประสิทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง พระที่นั่งเมื่อแรกสร้างมีเพียง 2 พระที่นั่ง ได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม และพระที่นั่งอภิรมย์ฤดี และพระราชทานนามตามประกาศลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2454 และต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกพระมหาเศวตฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นรัตนสิงหาสน์ ภายในพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2466

    การสร้างพระราชวังแห่งนี้มีมูลเหตุจูงใจมาจาก การบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งทำให้พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยเมืองนครปฐมเป็นอย่างยิ่ง ทรงเห็นว่าเป็นเมืองที่เหมาะสมสำหรับประทับพักผ่อนเนื่องจากมีภูมิประเทศที่งดงาม ร่มเย็น นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชดำริที่ลึกซึ้ง นั่นก็คือ ทรงเห็นว่านครปฐมเป็นเมืองที่มีชัยภูมิเหมาะ สำหรับต้านทานข้าศึกซึ่งจะยกเข้ามาทางน้ำได้อย่างดี ด้วยทรงจดจำเหตุการณ์ เมื่อ ร.ศ.112 ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาปิดปากอ่าวไทยได้ และไม่ต้องการที่จะให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพดังกล่าว จึงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระราชวังสนามจันทร์ ไว้สำหรับเป็นเมืองหลวงที่สองหากประเทศชาติประสบปัญหาวิกฤติพระราชวังสนามจันทร์ มีอาณาเขตกว้างขวางประกอบด้วยสนามใหญ่อยู่กลาง มีถนนโอบเป็นวงโดยรอบ และมีคูน้ำล้อมอยู่ชั้นนอก ส่วนพระที่นั่งต่าง ๆ นั้นรวมกันอยู่ส่วนกลางของพระราชวัง เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่
    พระที่นั่งพิมานปฐม เป็นพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นในพระราชวังสนามจันทร์ เป็นตึก 2 ชั้นแบบตะวันตก ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงใช้เป็นที่ประทับโดยเฉพาะก่อนเสด็จฯขึ้นครองราชย์ เป็นที่ทรงพระอักษร ที่เสด็จออกขุนนาง ที่รับรองพระราชอาคันตุกะ และออกให้ราษฎรเข้าเฝ้ามากกว่าพระที่นั่งอื่นๆ ภายในพระที่นั่งมีห้องต่างๆ อาทิ ห้องบรรทม ห้องสรง ห้องเสวย ห้องภูษา ฯลฯ มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาอยู่องค์หนึ่ง และมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังฝีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร(จันทร์ จิตรกร) งดงามน่าชม และที่พระที่นั่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประทับทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ขององค์พระปฐมเจดีย์บนแท่นไม้สักมีขนาด 2 เมตร ชื่อว่า พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย์ขณะนี้ทางการได้รื้อนำไปตั้งไว้หน้าพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนพระที่นั่งพิมานปฐมนั้น ปัจจุบันใช้เป็นส่วนหนึ่งของศาลากลางจังหวัดนครปฐม
    พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี เป็นตึก 2 ชั้น อยู่ด้านใต้ของพระที่นั่งพิมานปฐม ขณะนี้ใช้เป็นที่ทำการของศาลากลางจังหวัดนครปฐม
    พระที่นั่งวัชรีรมยา เป็นตึก 2 ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย หลังคาซ้อน มียอดปราสาทมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีงดงาม มีช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ครบถ้วน พระที่นั่งองค์นี้เคยใช้เป็นที่บรรทม เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของศาลากลางจังหวัด
    พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ อยู่ถัดจากพระที่นั่งวัชรีรมยา โดยมีโถงใหญ่และหลังคาเชื่อมต่อกัน เป็นศาลาโถง ทรงไทย ยกสูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งเมตร และมีอัฒจันทร์ลงสองข้าง หน้าบันอยู่ทางทิศเหนือเป็นรูปจำหลักท้าวอมรินทราธิราชประทานพร ประทับอยู่ในพิมานปราสาทสามยอด พระหัตถ์ขวาทรงวชิระ พระหัตถ์ซ้ายประทานพรแวดล้อมด้วยบริวาร ประกอบด้วยเทวดาและมนุษย์ห้าหมู่ พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ออกงานสโมสรสันนิบาต เป็นท้องพระโรงเวลาเสด็จออกขุนนาง เป็นที่ประชุมข้าราชการและกองเสือป่า และใช้เป็นโรงละครสำหรับแสดงโขนอีกด้วย จึงมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่า โรงโขนพระที่นั่งมีลักษณะพิเศษ คือ ตัวแสดงจะออกมาปรากฏกายภายนอกฉากบนเฉลียงถึง 3 ด้าน มิใช่แสดงอยู่เพียงบนเวที โรงละครที่มีลักษณะดังกล่าวนี้มีอีก 2 แห่งคือ โรงละครสวนมิสกวัน และหอประชุมโรงเรียนวชิราวุธ ปัจจุบันพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ใช้เป็นหอประชุมของจังหวัดนครปฐม หรือใช้ในพิธีต่าง ๆ ของทางราชการ
    พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามจันทร์ เป็นพระตำหนัก 2 ชั้นคล้ายปราสาทขนาดย่อมสีไข่ไก่ หลังคามุงกระเบื้องสีแดง สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ของฝรั่งเศส กับอาคารแบบฮาร์ฟทิมเบอร์ของอังกฤษ สร้างแบบตะวันตกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักนี้ราวปี พ.ศ. 2451 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ ชั้นบนมีห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม และห้องสรง ชั้นล่างทางทิศตะวันตกเป็นห้องรอเฝ้าฯ และเคยใช้เป็นสำนักงานชั่วคราวในการออกหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตรายสัปดาห์ พระตำหนักหลังนี้ เคยใช้เป็นที่ประทับเมื่อเวลามีการซ้อมรบเสือป่า ณ พระราชวังสนามจันทร์ และทรงใช้เป็นที่ประทับตลอดช่วงปลายรัชกาลเมื่อเสด็จพระราชวังสนามจันทร์
    พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ เป็นเรือนไม้สักทอง 2 ชั้นแบบตะวันตกทาสีแดง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค พระตำหนักองค์นี้ สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เชื่อมติดต่อถึงกันด้วยฉนวนทางเดินทอดยาวลักษณะเป็นสะพาน หลังคามุงกระเบื้อง ติดหน้าต่างกระจกตลอดความยาวสองด้าน จากชั้นบนด้านหลังพระตำหนักชาลีฯ ข้ามคูน้ำมาเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนักมารีฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ราวปี พ.ศ. 2459 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ พระตำหนักทั้งสองหลังสร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลพระราชหฤทัยจากบทละครเรื่อง My friend Jarlet ของ Arnold Golsworthy และ E.B. Norman ซึ่งทรงแปลบทละครเรื่องนี้เป็นภาษาไทยชื่อว่า มิตรแท้โดยทรงนำชื่อตัวละครในเรื่องมาเป็นชื่อของพระตำหนัก
    พระตำหนักทับแก้ว เป็นตึกหลังเล็กซึ่งเคยเป็นที่ประทับในฤดูหนาว ปัจจุบันได้ปรับปรุง และตกแต่งสวยงาม ใช้เป็นบ้านพักของปลัดจังหวัดนครปฐม ภายในอาคารยังมีเตาผิงสำหรับให้ความอบอุ่น และมีภาพเขียนขาวดำของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บนแผ่นหินอ่อนสีขาวที่ผนังห้อง อนึ่งที่ดินบริเวณเบื้องหลังทับแก้วประมาณ 450 ไร่ ได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากร
    พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยภาคกลางที่สมบูรณ์แบบ สร้างด้วยไม้สักทอง ใช้วิธีเข้าไม้ตามแบบฉบับบ้านไทยโบราณ ฝาเรือนทำเป็นฝาปะกนกรอบลูกฟัก เชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม หลังคาเดิมมุงจาก หลบหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา นายช่างผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคือ พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี) พระตำหนักทับขวัญ ประกอบด้วยกลุ่มเรือน 8 หลัง ได้แก่ เรือนใหญ่ 4 หลัง เรือนเล็ก 4 หลัง สร้างให้หันหน้าเข้าหากัน 4 ทิศบนชานรูปสี่เหลี่ยม เรือนหลังใหญ่เป็นหอนอน 2 หอ (ห้องบรรทมเป็นหอนอนที่อยู่ทางทิศใต้) อีก 2 หลังเป็นเรือนโถงและเรือนครัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเรือนเล็กอีก 4 หลังนั้นตั้งอยู่ตรงมุม 4 มุมๆ ละ 1 หลัง ได้แก่ หอนก 2 หลัง เรือนคนใช้และเรือนเก็บของ เรือนทุกหลังมีชานเรือนเชื่อมกันโดยตลอด บริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันทน์แผ่กิ่งก้านไว้ให้ร่มเงา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2454 พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักองค์นี้เป็นเวลา 1 คืน และเมื่อมีการซ้อมรับเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์
    เทวาลัยคเณศวร์ หรือเรียกว่า ศาลพระพิฆเนศวร ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าใหญ่ของพระราชวังสนามจันทร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างศาลเทพารักษ์ขึ้น สำหรับพระราชวังสนามจันทร์ ประดิษฐานพระพิฆเนศวร์ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาการ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเมื่อมองจากพระที่นั่งพิมานปฐมจะเห็นพระปฐมเจดีย์ เทวาลัยคเณศวร์และพระที่นั่งพิมานปฐม อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ศาลนี้เป็นศูนย์กลางของพระราชวังสนามจันทร์ มีผู้ศรัทธานับถือกันมาก จนเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระราชวังสนามจันทร์
    อนุสาวรีย์ย่าเหล เป็นรูปหล่อด้วยโลหะขนาดเท่าตัวจริงของสุนัข ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิด กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ย่าเหลเป็นสุนัขพันธุ์ทาง หางเป็นพวง สีขาวด่างดำ หูตก เกิดในเรือนจำจังหวัดนครปฐม เป็นสุนัขของหลวงชัยอาญา (โพธิ์ เคหะนันท์) ซึ่งเป็นพะทำมะรง (ผู้ควบคุมนักโทษ) พระองค์ทรงพบเข้าเมื่อครั้งเสด็จฯตรวจเรือนจำ จึงนับว่าเป็นโชคของย่าเหลที่ทรงพอพระราชหฤทัย และทรงนำย่าเหลมาเลี้ยงไว้ในราชสำนัก ด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาด และจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน จนเป็นที่โปรดปรานมาก เป็นเหตุให้มีผู้อิจฉาริษยาและลอบยิงย่าเหลตายในที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโศกเศร้า อาลัยย่าเหลมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หล่อรูปย่าเหลด้วยทองแดง ตั้งไว้หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และทรงพระราชนิพนธ์กลอนไว้อาลัยย่าเหล ติดไว้ที่แท่นใต้รูปหล่อนั้นด้วย
    เรือนพระธเนศวร ในสมัยก่อนเคยใช้เป็นบ้านพักอาศัยของเจ้าพระยาบุรุษรัตนราชวัลลภ ภายในจัดแสดงพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระบรมวงศานุวงศ์ มีห้องแสดงเรือกอและสิ่งของซึ่งนำมาจากหลายที่ เช่น จากพระตำหนักสวนจิตรลดาหรือพระราชวังบางปะอิน
    นอกจากนี้ ภายในพระราชวังสนามจันทร์ ยังมีบ้านพักข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในที่ตามเสด็จ บ้านพักเหล่านี้ บางหลังก็ชำรุดทรุดโทรม แต่หลายหลังยังอยู่ในสภาพดีที่เห็นได้ก็คือ บ้านพักเจ้าพระยารามราฆพ ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็กซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า ทับเจริญปัจจุบันนี้ ได้ใช้เป็นสถาบันวัฒนธรรมภูมิภาคตะวันตก

    พระราชวังสนามจันทร์ เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากการที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังแห่งนี้อยู่เนืองๆ โดยเสด็จฯแปรพระราชฐานให้ตรงกับฤดูการซ้อมรบของพวกเสือป่า พระองค์จึงทรงถือโอกาสออกตรวจตรา และบัญชาการซ้อมรบของพวกเสือป่าด้วยพระองค์เองเสมอ ปัจจุบันก็ยังมีอาคารซึ่งปลูกสร้างขึ้นเพื่อกิจการของเสือป่าเหลืออยู่ให้เห็น เช่น อาคารที่พักของเสือป่าม้าหลวง และเสือป่าพรานหลวงกับโรงพยาบาลเสือป่า เป็นต้น
    ปัจจุบันพระราชวังสนามจันทร์บางส่วนอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศิลปากร และจังหวัดนครปฐม เปิดให้เข้าชมทุกวัน ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดขายบัตร 15.30 น.) อัตราค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักศึกษา 10 บาท ชาวต่างประเทศ 50 บาท โทร. 0 3424 4236-7 โทรสาร 0 3424 4235

    สวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ

    อำเภอพุทธมณฑล จ.นครปฐม


    ตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรไทย สำหรับศึกษา วิจัย พัฒนา และการเรียนรู้ของสังคม มีพื้นที่ประมาณ 38 ไร่ รวบรวมพันธุ์สมุนไพรกว่า 1,200 ชนิด จัดปลูกไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน พร้อมแสดงป้ายชื่อและสรรพคุณที่ชัดเจน จึงเหมาะที่จะเป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้สนใจ คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาให้เป็นโครงการดีเด่นแห่งชาติ สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ด้านสมุนไพร) ประจำปี 2539

    พื้นที่สวนแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรือนเพาะชำ ปลูกสมุนไพรที่ต้องการการดูแลพิเศษ ส่วนที่สองเป็นสวนหย่อมสมุนไพร และส่วนสุดท้ายปลูกในลักษณะสวนป่า เพื่อแสดงระบบนิเวศที่สมุนไพรเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ มีสมุนไพรที่ใที่หาชมได้ยากหลายชนิด เช่น โมกราชินี สิรินธรวัลลี สามสิบกีบน้อย และจิกดง ซึ่งเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก มะลิซาไก สมุนไพรหายากที่ใช้เป็นยาคุมกำเนิดของชนเผ่าซาไก กำแพงเจ็ดชั้น กวาวเครือขาว และกวาวเครือแดง รวมทั้งสมุนไพรที่เป็นพืชผักพื้นบ้านอีกหลายชนิด

    ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 7.00 - 17.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะและผู้นำชมเพื่อให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วน สามารถติดต่อล่วงหน้าที่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กรุงเทพฯ โทร. 0 2644 8678 - 90 ต่อ 5550 โทรสาร 0 2644 8696
    ดูรายละเอียดได้ที่ www.pharmacy.mahidol.ac.th

    ที่มา http://www.tat.or.th/travelplace.asp?prov_id=73

    หลวงปู่แผ้ว วัดรางหมัน  อ.กำพงแสน  จ. นครปฐม

    ประวัติหลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน)

    ประวัติหลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) พระเกจิชื่อดัง เทพเจ้าแห่งเมือง กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่แผ้ว ปวโร พระเครื่อง-วัตถุมงคลของท่านประสบการณ์ดีเยี่ยม และท่านยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัย

    ชาติภูมิของ หลวงปู่แผ้ว ปวโร อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ท่านมีชื่อว่า แผ้ว บุญวัตร ซึ่งเป็นชื่อและสกุลเดิมของ หลวงปู่แผ้ว ปวโร อายุ 85 ปี พรรษา 65 ท่านชื่อเล่น แกละ เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2466 ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน ณ หมู่บ้านหลักเมตร ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม บิดาชื่อพาน มารดาชื่อ จุ้ย จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 3 จากโรงเรียนวัดหนองม่วง ต.เตาอิฐ อ.บางแพ จ.ราชบุรี

    และเมื่อท่านอายุได้ 2 ขวบ ทางครอบครัวก็ได้ย้ายไปอยู่ ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน ยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก พ่อแม่ถือเป็นคนใจบุญ สนทนาธรรมะกับพระมิได้ขาด กระทั่งปี 2475 โยมพ่อได้ฝากไปเป็นศิษย์วัดหนองม่วง ต.เตาอิฐ เพื่อให้ได้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ โรงเรียนสมัยนั้นจะอยู่ในวัดและพระเป็นครูสอน เด็กชายแกละจึงอยู่ในความดูแลจากหลวงพ่อหงส์ เจ้าอาวาสวัดหนองม่วง แต่ก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะต้องออกมาช่วยงานทางบ้าน

    อายุ 20 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2486 ณ วัดหนองปลาไหล อ.กำแพงแสน โดยมี พระครูสุกิจธรรมสร(พระอธิการหว่าง ธมมสโร) วัดกำแพงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการปาน อารกฺโฆ วัดหนองปลาไหล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสนั่น วัดหนองปลาไหล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ต่อมาในปี 2497 จำพรรษาอยู่ที่วัดสว่างชาติประชาบำรุง ต.กำแพงแสน มีอาจารย์สุนทร ชิตะมาโร เป็นเจ้าอาวาส

    หลวงปู่แผ้ว ได้ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยอย่างมุ่งมั่น จนสอบได้ถึงนักธรรมเอก หน้าที่รับผิดชอบยังคงเป็นครูสอนพระนักธรรมแก่พระภิกษุและสามเณร ต่อมาเจ้าอาวาสวัดได้ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง 1-2 ปี ชาวบ้านรวมทั้งพระภิกษุและสามเณรต้องการให้ หลวงปู่แผ้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แม้หลวงปู่จะไม่ยินดีเท่าใดนัก

    หลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดกำแพงแสน ซึ่งหลวงปู่แผ้วได้จำพรรษาที่วัดกำแพงแสน มาตั้งแต่ปี 2502 จนถึงปี 2551

    ต่อมาในวันที่ 31 มีนาคม 2551หลวงปู่แผ้วได้ย้ายมาจำพรรษาที่ วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐม จนถึงปัจจุบั

  • เบิ่งภาพ จามรีพบกันที่ร้อยเอ็ด นำเสนอโดยผ.อ.กัมพล

    Posted on November 10th, 2012 prachid 3 comments
  • คนร้อยเอ็ดน้ำใจดี ต้อนรับอบอุ่น ม่วนซื่น โฮแซว ขอบคุณภาพจาก พัชรี ต้อย วงศ์สุธาวี(อุปละ) NEW

    Posted on October 30th, 2012 prachid 1 comment

    คลิ๊กที่ภาพ จะได้ภาพใหญ่ขึ้นชัดแจ๋ว  ดูกันเองใครเป็นใคร อายุรวมกันมากกว่า 5000 ปี อ่านส่วนที่เหลือของข่าวนี้ »

  • 20 ตุลาคม 55 อย่าลืมนัดกันที่ร้อยเอ็ด อ่านสารจามรี

    Posted on July 29th, 2012 prachid No comments

    20 ตุลาคม 2555 จามรีพบกันที่ ร้อยเอ็ด

    ปี 2555 นี้ พวกเรามีนัดกันที่ ร้อยเอ็ด โดย ท่านกัมพล พื้นแสน เป็นเจ้าภาพ ในวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2555 โดยท่านกัมพล ได้ เตรียมการมานาน ด้วยภาระที่หนัก ได้กำหนดค่าที่พัก พร้อมลงทะเบียน ไว้ที่ 1,200 บาท และได้กำหนดสถานที่ ไว้ให้เพื่อนที่สนใจจะไปเที่ยวที่ต่างประเทศ ประเทศลาว โดยไปทางลาวใต้ ผ่านทางช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ไปแขวงจำปาศักดิ์ ไปดูน้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกหลี่ผี ซึ่งสวยงามมากบางท่านว่าเหมือนไนแองการา (ผมไม่เคยไปไนแองการา) บรรยากาศลาวใต้สวยงามมาก เดินทาง 21 ตุลาคม 2555 พัก 1 คืน ไป 40 คนขึ้นไป คิด คนละ 3,000 บาท ถ้าต่ำกว่าคิดคนละ 4,000 บาท มีรถตู้มารับที่ร้อยเอ็ด ส่วนท่านที่ไม่ได้เดินทางไปก็จะให้เที่ยวที่ร้อยเอ็ด มีที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว

    อ่านส่วนที่เหลือของข่าวนี้ »

  • เชิญชวนจามรีร่วมบริจาคพัฒนาสมาคมศิษย์เก่า

    Posted on June 29th, 2012 prachid No comments

    เชิญชวนจามรีร่วมบริจาคพัฒนาสมาคมศิษย์เก่าของเรา ขณะนี้สมาคมได้ทำป้ายติดหน้าห้องในนามจามรี19แล้ว

    ท่านประทีป ท่านสุรกิจ และท่านพิทยลาภ ได้ร่วมกันบริจาคแล้ว 50,00 บาท และได้เปิดบัญชี ในนามท่านประทีป ขณะนีมียอด บริจาครวม 40,000บาท สามารถบริจาคที่บัญชี ประทีป ทับอัตตานนท์ บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาบิ๊กซีชลบุรี เลขที่บัญชี 783-0-10791-2

  • ภาพคนงาม คนสวย รูปหล่อและขี้เมาที่เชียงใหม่ ขอขอบคุณ คณิน อินนัดดา (เหลือ)

    Posted on March 20th, 2012 prachid 8 comments

    ภาพคนงาม คนสวย รูปหล่อและขี้เมาที่เชียงใหม่ ขอขอบคุณ คณิน อินนัดดา (เหลือ) อ่านส่วนที่เหลือของข่าวนี้ »

  • ภาพจามรีพบกันที่เชียงใหม่ ขอบคุณ ต้อย พัชรี

    Posted on March 19th, 2012 prachid 5 comments

    เรียกร้องกันมาก ดูเอาเองใครเป็นใคร ใครแก่กว่ากัน ขอบคุณ ต้อย พัชรี วงศ์สุธาวี(อุประ)เพื่อนผู้ที่ทำให้เพื่อนมีความสุขมากที่สุด

    อ่านส่วนที่เหลือของข่าวนี้ »